ต้นกำเนิดแบรนด์ลักชู 29 แบรนด์ 5 ประเทศ ที่ฝรั่งเศสถือไว้ 16
ย้อนรอยต้นกำเนิดแบรนด์ลักชู 29 แบรนด์จาก 5 ประเทศ ว่าใครมาจากไหน และวันนี้ใครเป็นเจ้าของจริง
โพยต้นกำเนิดแบรนด์ลักชูชุดนี้มี 29 แบรนด์ แบ่งตามประเทศต้นกำเนิดได้ 5 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี 10 แบรนด์ ฝรั่งเศส 9 แบรนด์ อเมริกา 6 แบรนด์ สเปน 2 แบรนด์ และอังกฤษ 2 แบรนด์ แต่ถ้านับตามบริษัทแม่ที่ถือแบรนด์อยู่ในปัจจุบัน ภาพจะเปลี่ยนไปคนละเรื่อง เพราะกลุ่มทุนสัญชาติฝรั่งเศสถือไว้ถึง 16 แบรนด์จาก 29 และมีอีก 1 ประเทศที่ไม่ได้อยู่บนโพยเลยแต่ถือแบรนด์ไว้ 2 แบรนด์
29 แบรนด์บนโพยนี้มาจาก 5 ประเทศ และอิตาลีมีมากกว่าฝรั่งเศสอยู่ 1 แบรนด์
เรียงตามจำนวนแบรนด์ที่อยู่บนโพย อิตาลีมาเป็นอันดับ 1 ด้วย 10 แบรนด์ ตามด้วยฝรั่งเศส 9 แบรนด์ ซึ่งห่างกันแค่แบรนด์เดียว ส่วนอเมริกาได้ 6 แบรนด์ และสเปนกับอังกฤษได้ประเทศละ 2 แบรนด์เท่ากัน
-
ฝรั่งเศส 9 แบรนด์
-
Hermès
-
Louis Vuitton
-
CHANEL
-
Dior
-
Cartier
-
Yves Saint Laurent
-
CELINE
-
Van Cleef & Arpels
-
Goyard
-
อิตาลี 10 แบรนด์
-
Gucci
-
Prada
-
Miu Miu
-
Bottega Veneta
-
Fendi
-
Loro Piana
-
BVLGARI
-
Ferragamo
-
Versace
-
Brunello Cucinelli
-
อเมริกา 6 แบรนด์
-
Tiffany & Co.
-
Ralph Lauren
-
The Row
-
Tom Ford
-
Marc Jacobs
-
Chrome Hearts
-
สเปน 2 แบรนด์
-
LOEWE
-
Balenciaga
-
อังกฤษ 2 แบรนด์
-
Burberry
-
Alexander McQueen

BVLGARI อยู่ฝั่งอิตาลี แต่คนที่ก่อตั้งไม่ใช่คนอิตาลีหรือ?
ไม่ใช่ และแบรนด์เล่าเรื่องนี้เอง หน้าประวัติทางการของ Bulgari ระบุว่าผู้ก่อตั้งคือ Sotirio Bvlgari ช่างเงินชาวกรีกจากเมืองปารามิเธีย ที่เปิดร้านแรกบนถนน Via Sistina กลางกรุงโรมในปี 1884 ตอนอายุ 27 ปี แบรนด์จึงถือกำเนิดที่อิตาลีตามโพยไม่มีผิด แต่มือที่ตีเครื่องเงินชิ้นแรกเป็นมือของช่างกรีก นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ต้นกำเนิด” ในวงการนี้ถึงหมายถึงเมืองที่เปิดร้าน ไม่ใช่สัญชาติของคนก่อตั้งเสมอไป
พอเปลี่ยนจากนับต้นกำเนิดมานับเจ้าของ ฝรั่งเศสขยับจาก 9 แบรนด์ขึ้นไปเป็น 16
แบรนด์บนโพยนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นของผู้ก่อตั้งหรือครอบครัวเดิมแล้ว แต่อยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ 3 กลุ่ม คือ LVMH และ Kering ซึ่งจดทะเบียนที่ฝรั่งเศส กับ Richemont ซึ่งเป็นบริษัทสวิส เมื่อนับตามสัญชาติของบริษัทแม่แทนที่จะนับตามเมืองที่ก่อตั้ง ตัวเลขจะออกมาแบบนี้
| ประเทศ | แบรนด์ที่เกิดในประเทศนี้ | แบรนด์ที่บริษัทแม่เป็นของประเทศนี้ | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| ฝรั่งเศส | 9 แบรนด์ | 16 แบรนด์ | +7 |
| อิตาลี | 10 แบรนด์ | 5 แบรนด์ | -5 |
| อเมริกา | 6 แบรนด์ | 5 แบรนด์ | -1 |
| สเปน | 2 แบรนด์ | 0 แบรนด์ | -2 |
| อังกฤษ | 2 แบรนด์ | 1 แบรนด์ | -1 |
| สวิตเซอร์แลนด์ | 0 แบรนด์ | 2 แบรนด์ | +2 |
ฝรั่งเศสได้ 16 แบรนด์มาจาก 3 ทาง คือ LVMH ถือ 8 แบรนด์ (Louis Vuitton, Dior, CELINE, Fendi, Loro Piana, BVLGARI, LOEWE และ Tiffany & Co.) Kering ถืออีก 5 แบรนด์ (Gucci, Yves Saint Laurent, Bottega Veneta, Balenciaga และ Alexander McQueen) และอีก 3 แบรนด์ที่ยังเป็นของเอกชนฝรั่งเศสเอง คือ Hermès, CHANEL และ Goyard
แล้วมีกี่แบรนด์ที่เจ้าของอยู่คนละประเทศกับที่ตัวเองเกิด?
นับได้ 11 แบรนด์จาก 29 หรือ 38% ของทั้งโพย แบ่งเป็นแบรนด์อิตาลี 5 แบรนด์ที่ตอนนี้เป็นของกลุ่มฝรั่งเศส (Fendi, Loro Piana, BVLGARI, Gucci, Bottega Veneta) แบรนด์สเปนทั้ง 2 แบรนด์ (LOEWE, Balenciaga) แบรนด์อังกฤษ 1 แบรนด์ (Alexander McQueen) แบรนด์อเมริกัน 1 แบรนด์ (Tiffany & Co.) และแบรนด์ฝรั่งเศสอีก 2 แบรนด์ที่กลับไปอยู่กับบริษัทสวิส
อิตาลีมี 10 แบรนด์บนโพย แต่เหลือเป็นของบริษัทอิตาลีจริง ๆ แค่ 5
อิตาลีเป็นประเทศที่เสียแบรนด์ให้ต่างชาติมากที่สุดในโพยนี้ จาก 10 แบรนด์ที่เกิดในอิตาลี เหลือที่บริษัทอิตาลีถืออยู่แค่ 5 แบรนด์ คือ Prada, Miu Miu และ Versace ที่อยู่ใต้ Prada Group กับ Ferragamo และ Brunello Cucinelli ที่ยังเป็นของตระกูลผู้ก่อตั้ง ส่วนอีก 5 แบรนด์ย้ายไปอยู่กับ LVMH และ Kering หมดแล้ว
ที่หนักกว่าคือสเปน เพราะทั้ง 2 แบรนด์บนโพยไม่เหลือเป็นของสเปนเลยสักแบรนด์ LOEWE ซึ่งเปิดที่มาดริดไปอยู่กับ LVMH ส่วน Balenciaga ที่ Cristóbal Balenciaga เปิดในสเปนก่อนย้ายไปปารีส ตอนนี้อยู่กับ Kering ขณะที่อังกฤษยังเหลือ Burberry ไว้เป็นบริษัทอังกฤษที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นลอนดอน
แล้วสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่ได้อยู่บนโพยเลย ถือแบรนด์อะไรไว้บ้าง?
ถือไว้ 2 แบรนด์ และทั้งคู่เป็นแบรนด์ฝรั่งเศสระดับหัวแถว คือ Cartier กับ Van Cleef & Arpels ซึ่งอยู่ในเครือ Richemont บริษัทสวิส นั่นแปลว่าจิวเวลรีฝรั่งเศส 2 แบรนด์ที่ชาวติดหรูคุ้นชื่อที่สุด มีบริษัทแม่อยู่คนละประเทศกับที่โพยระบุไว้ และสวิตเซอร์แลนด์ก็กลายเป็นประเทศที่ 6 ของเรื่องนี้ทั้งที่ไม่มีชื่ออยู่บนอาร์ตเวิร์กเลย

ต้นกำเนิดบอกว่างานฝีมือมาจากไหน ส่วนเจ้าของบอกว่าใครกำหนดทิศทางต่อจากนี้
2 ตัวเลขชุดนี้ใช้ตอบคนละคำถาม ประเทศต้นกำเนิดคือที่มาของเทคนิคและภาษาการออกแบบ เช่น งานหนังฝรั่งเศส งานทอและงานหนังอิตาลี หรือการตัดเย็บสูทของอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในตัวสินค้าจริง ส่วนสัญชาติของบริษัทแม่คือคนที่ตัดสินใจเรื่องราคา การกระจายสินค้า และว่าจะดันแบรนด์ไปทางไหนต่อ
เวลาอ่านข่าวแบรนด์หรู การแยก 2 อย่างนี้ออกจากกันช่วยได้มาก เพราะข่าวผลประกอบการที่กระทบราคาป้ายมักมาจากฝั่งบริษัทแม่ ไม่ใช่ฝั่งเมืองที่แบรนด์เกิด ใครอยากเห็นภาพฝั่งตัวเลข ลองดูผลประกอบการแบรนด์หรูปี 2025 ของ LVMH, Hermès, Kering และ Prada ประกอบ
เวลาจะซื้อจริง ควรดูต้นกำเนิดหรือดูเจ้าของ?
ดูต้นกำเนิดก่อน เพราะงานฝีมือและวัสดุยังผูกกับโรงงานและช่างในประเทศนั้นอยู่ แล้วค่อยดูเจ้าของเป็นข้อมูลประกอบว่าแบรนด์กำลังถูกขยายหรือถูกบีบให้ทำกำไร ซึ่งมีผลกับความถี่ในการขึ้นราคาและจำนวนคอลเลกชันต่อปี แต่ถ้าถามว่าอย่างไหนทำให้ของในมือดีขึ้น คำตอบยังอยู่ที่ต้นกำเนิดและตัวงาน ไม่ใช่ชื่อบริษัทแม่
โพยชุดนี้ยังเปลี่ยนได้อีก เพราะดีลซื้อขายในวงการนี้เพิ่งเกิดไป 2 ดีลใหญ่
ภายในปีเดียวมีแบรนด์บนโพยนี้เปลี่ยนมือไปแล้ว 2 แบรนด์ Versace ปิดดีลย้ายจาก Capri Holdings ของอเมริกามาอยู่กับ Prada Group เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2025 ทำให้กลับไปเป็นแบรนด์ที่เจ้าของเป็นอิตาลีอีกครั้ง ส่วน Marc Jacobs ถูก LVMH ขายให้ WHP Global กลุ่มทุนจากนิวยอร์กในปี 2026 หลังอยู่ในเครือมาตั้งแต่ปี 1997
แปลว่าตารางข้างบนเป็นภาพ ณ วันนี้ ไม่ใช่ภาพถาวร ใครอยากตามเรื่องแบรนด์ต่อในมุมภาพลักษณ์ อ่านวิวัฒนาการโลโก้แบรนด์หรูจากอดีตสู่ปัจจุบัน ต่อได้ จะเห็นว่าพอเปลี่ยนเจ้าของ หลายแบรนด์ก็เปลี่ยนหน้าตาโลโก้ตามไปด้วย
รายชื่อแบรนด์และประเทศต้นกำเนิดอ้างอิงจากอาร์ตเวิร์กของเพจติดหรู ส่วนข้อมูลบริษัทแม่ตรวจสอบจากหน้าทางการของ LVMH, Kering, Richemont และ Prada Group เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 การนับจำนวนแบรนด์ต่อประเทศและสัดส่วนทั้งหมดเป็นการคำนวณของทีมติดหรูจากโพย 29 แบรนด์นี้เท่านั้น
Recommended for You
มาที่เดียวจบ! 37 แบรนด์ใน Central Embassy กับ Chidlom
คว้าแชมป์ AGT 2026! เนเน่ รอยัล ได้ 33 ล้าน แต่ถึงมือไม่ถึงครึ่ง
เปิดโผ! ประเทศที่ดีที่สุดในโลก 2026 ของเศรษฐี Expat ไทยอันดับ 3
💬 ความเห็น
0✍️ เพิ่มความเห็น